การเลี้ยงผึ้งชันโรงเพื่อเก็บผลผลิตและช่วยผสมเกสรพืชผลทางการเกษตรเพื่อการใช้ประโยชน์พื้นที่กันชนแนวเขตป่าอนุรักษ์อย่างยั่งยืน
หัวหน้าโครงการ
ผู้ร่วมโครงการ
ไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง
สมาชิกทีมคนอื่น ๆ
รายละเอียดโครงการ
วันที่เริ่มโครงการ: 01/10/2022
วันที่สิ้นสุดโครงการ: 30/09/2023
คำอธิบายโดยย่อ
การเลี้ยงผึ้งในเชิงเศรษฐกิจเกิดระยะแรกในผึ้งพันธุ์ (A. mellifera) ซึ่งถูกสั่งเข้ามาจากต่างประเทศเป็นการทดลองเลี้ยงสมัยก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง ปัจจุบันเป็นที่นิยมเลี้ยงกันอย่างกว้างขวางในประเทศไทยถึงกว่าร้อยละ 85 (Wongsiri et al., 2000) โดยเฉพาะภาคเหนือของประเทศไทยมีการเลี้ยงมากกว่า 200,000 รัง เพราะไม่ดุร้าย ไม่ค่อยหนีรังและได้ปริมาณผลผลิตสูงกว่าเมื่อเทียบกับผึ้งโพรง แต่เกษตรกรต้องประสบปัญหาสำคัญเพราะผึ้งพันธุ์เป็นผึ้งที่นำเข้ามาจากต่างประเทศ จึงถูกทำลายและรบกวนจากศัตรู เช่น ตัวต่อ (Vespa spp.) ไร (Varroa และ Tropilaelaps) และโรคได้ง่าย เกิดความเสียหายสูญเสียประชากร เป็นเหตุให้ตายหรือหนีรังได้ (Ono et al., 1995) เกษตรกรแก้ไขปัญหาดังกล่าวในผึ้งพันธุ์โดยการใช้สารเคมีและยาปฏิชีวนะ ซึ่งมักประสบปัญหาน้ำผึ้งปนเปื้อนและเป็นการเพิ่มต้นทุนในการเลี้ยงต่อเนื่องตามมา ปัจจุบันผึ้งพันธุ์ในทวีปอเมริกา ยุโรปและทวีปออสเตเรียประสบปัญหาการตายทั้งรังอย่างไม่ทราบสาเหตุ (CCD, Colony Collapse Disorder) โรคดังกล่าวนี้ยังหาสาเหตุที่แท้จริงไม่พบ แต่สันนิษฐานจากการที่ผึ้งพันธุ์ถูกคัดเลือกสายพันธุ์โดยมนุษย์มาเป็นระยะเวลายาวนาน สูญเสียโอกาสในการถูกคัดเลือกทางธรรมชาติ (natural selection) ตามหลักวิวัฒนาการ (evolution) ผึ้งจะมีพฤติกรรมออกหาอาหารได้ไม่เต็มที่ ภูมิต้านทานต่อเชื้อโรคน้อยลง ประชากรอ่อนแอและค่อยๆ ตายไปในที่สุด (Johnson et al., 2009) ผึ้งโพรง (Apis cerana) เป็นผึ้งพื้นถิ่นของประเทศไทยที่มีการเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจเช่นกัน ในสัดส่วนประมาณร้อยละ 15 เนื่องจากผึ้งโพรงมีอัตราการทิ้งรังสูง เมื่ออาหารขาดแคลนถึงฤดูกาลหรือถูกรบกวนโดยศัตรูธรรมชาติ (สิริวัฒน์ วงษ์ศิริและคณะ, 2551) ผึ้งโพรงมักทิ้งรังจำนวนมากในช่วงฤดูฝนตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคมถึงมิถุนายนของทุกปี (Smith, 1961; Fletcher, 1978) ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญอย่างยิ่งต่อการเลี้ยงผึ้งโพรงในเชิงเศรษฐกิจ เนื่องจากเกษตรกรผู้เลี้ยงผึ้งประสบปัญหาการสูญเสียรังผึ้งจากการทิ้งรังถึงร้อยละ 50 - 70 ต่อปี (Pokhrel et al, 2006; Wongsiri, 2000)
งานวิจัยการเลี้ยงผึ้งพื้นเมืองและชันโรงถูกพัฒนาขึ้นโดยกลุ่มวิจัยผึ้ง มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรีมาตั้งแต่ปี 2551 คือ ผึ้งโพรง (Apis cerana) (สิริวัฒน์ วงษ์ศิริและคณะ, 2551) ชันโรง (Stingless bees) (อรวรรณ ดวงภักดีและคณะ, 2553) ผึ้งมิ้ม (Apis florea) (ปรีชา รอดอิ่ม, 2557) ที่พัฒนาเพื่อให้สามารถเลี้ยงในสภาพพื้นที่ของชุมชนชนบทของประเทศไทยได้อย่างเหมาะสม โดยมีจุดแข็งคือ
1) การเลี้ยงลงทุนน้อย เนื่องจากสามารถต่อพันธุ์ได้จากธรรมชาติ ไม่ต้องซื้อพันธุ์ผึ้ง
2) เนื่องจากเป็นผึ้งพื้นเมืองจึงทนทานต่อโรคและศัตรูธรรมชาติได้ดี การเลี้ยงจึงไม่ต้องลงทุนบริหารจัดการมาก รวมถึงไม่จำเป็นต้องใช้สารเคมีในการควบคุมโรคและศัตรูธรรมชาติ ทำให้มีโอกาสการต่อยอดไปสู่การผลิตน้ำผึ้งอินทรีย์มีสูงกว่าด้วย
3) น้ำผึ้งจากผึ้งพื้นเมืองมีราคาในท้องตลาดสูงกว่าผึ้งพันธุ์ต่างประเทศถึง 2-3 เท่า
5.2 ชันโรง
ชันโรง (Stingless bees) เป็นผึ้งอยู่ในวงศ์ย่อย Apinae เช่นเดียวกับผึ้งให้น้ำหวาน (honeybees) ที่รู้จักกันทั่วไปในประเทศไทย ชันโรงเป็นผึ้งที่เก็บสะสมน้ำหวานในรังเช่นกัน ต่างจากผึ้งให้น้ำหวานตรงที่ ชันโรง ไม่มีเหล็กใน มีการกระจายทั่วป่าเขตร้อน (tropical forest) และป่าใกล้เขตร้อน (subtropical forest) (Nates-Parra, 2001) ในประเทศไทยพบชันโรงทั้งหมด 36 ชนิด (Klakasikorn et al., 2005) คาดว่ายังมีอีกหลายชนิดที่ยังสำรวจไม่พบ ลักษณะเด่นของชันโรงคือ เป็นแมลงผสมเกสรที่สำคัญในระบบนิเวศ เนื่องจากมีพฤติกรรมในการเก็บเกสร โดยไม่เลือกชนิดดอกไม้ อีกทั้งชันโรงมีหลายขนาด ตั้งแต่ 2 มม. ถึง 1.5 ซม. ประสิทธิภาพในการเป็นแมลงผสมเกสรจึงหลากหลาย (Heard, 1999) ชันโรงสามารถต้านทานเชื้อโรคและปรสิตได้ดีจึงไม่ค่อยมีศัตรูหรือโรครบกวน (Eltz et al., 2002)
ชันโรงในเมืองไทยเชื่อว่ามีมานานตั้งแต่สมัยโบราณ เพราะมีปรากฏในภูมิปัญญาชาวบ้านกล่าวถึงการใช้น้ำผึ้งจากชันโรงรักษาโรคต่างๆ แต่ไม่มีหลักฐานบันทึก ในระหว่างปี พ.ศ. 2526-2527 การเลี้ยงเพื่อเก็บผลผลิตน้ำผึ้งในเชิงเศรษฐกิจเริ่มสูงขึ้นเมื่อประมาณ 10 ปีที่ผ่านมา 2553 ราคาน้ำผึ้งชันโรงถือว่าค่อนข้างสูงเมื่อเทียบกับน้ำผึ้งจากกลุ่มผึ้งให้น้ำหวาน ประมาณ 40 ดอลล่าสหรัฐ/ลิตร (ประมาณ 1,300 บาท) ในประเทศบราซิล (Cortopassi-Laurino et al., 2006), US $80 in Malaysia (Basrawi et al. 2017) และ ประมาณ 45 ดอลล่าสหรัฐ/ลิตร (ประมาณ 1,500 บาท) ในประเทศไทย (O. Duangphakdee, unpublished data) ปัจจุบันการเลี้ยงชันโรงเชิงเศรษฐกิจได้รับความนิยมมากขึ้นในประเทศแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Basrawi et al. 2017) โดยมีจำนวนชนิดชันโรงที่มีศักยภาพในการให้น้ำผึ้งประมาณ 45 ชนิด (Cortopassi-Laurino et al., 2006) โดยเริ่มต้นในระยะแรกเพื่อการช่วยผสมเกสร และขยายไปสู่การเลี้ยงเพื่อเก็บผลผลิต โดยฝั่งเอเชียเริ่มเลี้ยงกันอย่างแพร่หลายในประเทศฟิลิปินส์และมาเลเซีย หลังจากนั้นก็เริ่มขยายไปยังประเทศอื่นๆ และยังเริ่มได้รับความสนใจมากขึ้นในประเทศอินเดีย ในประเทศไทยเริ่มต้นจากการใช้น้ำผึ้งชันโรงเพื่อเป็นส่วนผสมของยา และขยายเป็นเชิงการค้าในเวลาต่อมา การเลี้ยงชันโรงยังไม่มีการพัฒนาขนาดและรูปแบบรังมาตรฐาน โดยรังที่ได้รับความนิยมคือแบบกล่องและแบบขอนไม้ เป็นการออกแบบตามบริบทของพื้นที่และวัสดุที่พึงมีในแหล่งนั้นๆ หลายประเทศเริ่มประสบปัญหาการตัดต้นไม้เพื่อนำรังธรรมชาติมาเลี้ยง ซึ่งยังนับว่าเป็นปัญหาที่ยากต่อการควบคุม การเก็บน้ำผึ้งจากรังธรรมชาติเหล่านนี้ยังไม่สะดวกมาก แต่เกษตรกรก็ยังทำเนื่องจากปริมาณน้ำผึ้งที่ได้นับว่าคุ้มค่า (Ismail et al 2018) งานวิจัยผลตอบแทนในการใช้กล่องทั้งสองแบบเลี้ยงชันโรงในประเทศมาเลเซีย โดยวิเคราะห์จากการใช้รังชันโรงทั้งสิ้น 30 รัง พบว่ารังแบบขอนไม้ซึ่งงมีราคาถูกว่ารังแบบกล่องถึง 40% ให้ผลตอบแทนที่สูงกว่ารังแบบกล่อง 27% ในระยะเวลาการลงทุน อย่างไรก็ตอบกการลงทุนในกล่องทั้ง 2 แบบก็นับว่าคุ้มค่าเนื่องจากผลตอบแทนค่อนข้างสูงถึง 55% และถึงจุดคุ้มทุนที่รวดเร็วที่ 8.35 เดือนในรังแบบขอนไม้และ 13.36 เดือนในรังแบบกล่อง (Basrawi et al. 2017)
5.3 น้ำผึ้งและ ผลิตภัณฑ์จากผึ้ง
ผึ้งเป็นแมลงผสมเกสรที่สำคัญ และผลผลิตจากผึ้งยังถูกนำมาใช้ประโยชน์กันอย่างแพร่หลาย เช่น น้ำผึ้ง (Honey) เป็นที่นิยมในการนำมารับประทาน และนำไปใช้ในทางการแพทย์ เนื่องจากอุดมไปด้วยคุณค่าทางอาหารและสารแอนตี้ออกซิแด้นซ์ (Al-Mamarya et al., 2002; Bogdanov and Martin, 2002; Blasa et al., 2005) ไขผึ้ง (Wax) สมัยก่อนมนุษย์ใช้ประโยชน์จากไขผึ้งโดยการนำมาทำเป็นเทียนเพื่อใช้ในการส่องสว่างและใช้ในการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา เช่น การเวียนเทียน และการนำเทียนมาทำลวดลายและรูปทรงต่างๆ สำหรับใช้ในพิธีแห่เทียนพรรษา และยังมีผลผลิตจากผึ้งอื่นๆ ที่นำมาใช้ประโยชน์ เช่น นมผึ้ง (Royal jelly), เกสร (Pollen) และพรอพอริส (Propolis) เป็นต้น (สิริวัฒน์ วงษ์ศิริและคณะ, 2551) น้ำผึ้งเป็นผลิตผลทางการเกษตรที่ได้จากน้ำหวานของเกสรดอกไม้และจากแหล่งน้ำหวานอื่นๆ ที่ผึ้งไปเก็บมาและผ่านขั้นตอนการเปลี่ยนแปลงทางชีวเคมีตามธรรมชาติแล้วสะสมไว้ในรังผึ้ง น้ำผึ้งมีสีเหลืองใสจนถึงน้ำตาลเข้ม ข้นหนืดและมีรสหวาน (Codex Alimentarius, 2001) คุณลักษณะของน้ำผึ้งขึ้นอยู่กับประเภทของพืชอาหารในแต่ละท้องถิ่น เนื่องจากน้ำผึ้งมีสรรพคุณทางโภชนาการและทางการแพทย์เป็นที่ยอมรับ จึงเป็นที่นิยมทั้งในการใช้บริโภคโดยตรง เป็นส่วนประกอบของผลิตภัณฑ์จากอุตสาหกรรมยา อาหารและเครื่องสำอาง น้ำผึ้งประกอบด้วยสารหลายชนิด ได้แก่ คาร์โบไฮเดรต 82.0% (ซูโครส, ฟรัคโตส, มอลโตส), โปรตีน0.3%, น้ำ 17.0%, แร่ธาตุ 0.7% และวิตามินและสารมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ (National Honey Board: Honey and Bees, 2003) โปรตีนต่างๆ ในน้ำผึ้งประกอบด้วยกรดอะมิโนที่จำเป็นต่อร่างกายและเอนไซม์ เช่น amylase, glucose oxidase และ glutathioneS-transferase เป็นต้น (Gunter et al. 2001) น้ำผึ้งที่มาจากดอกไม้ต่างชนิดกัน จะมีความแตกต่างในเรื่องรส กลิ่น สีของน้ำผึ้งและ องค์ประกอบของน้ำตาลแตกต่างกันไปด้วย เช่น มีสัดส่วนของน้ำตาลกลูโคสและฟรุคโตสไม่เท่ากัน ส่งผลต่อคุณสมบัติในการตกผลึกของน้ำผึ้งแต่ละชนิดด้วย
น้ำผึ้งยังมีสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพต่อต้านเชื้อแบคทีเรียได้หลายชนิด เช่น Bacillus anthracis, Escherichia coli, Psudomonase aeruginosa และ Salmonella sp. เป็นต้น (Molan , 1992 และ 1997) น้ำผึ้งมีปริมาณน้ำน้อย เมื่อแบคทีเรียสัมผัสกับน้ำผึ้ง จะทำให้น้ำผึ้งสามารถดึงน้ำออกจากแบคทีเรีย ทำให้แบคทีเรียไม่สามารถเจริญเติบโตได้ รวมทั้งยังมีเอนไซม์ glucose oxidase ที่สามารถเปลี่ยนกลูโคสให้เป็นไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ซึ่งเป็นสารยับยั้งแบคทีเรียอีกด้วย (White et al, 1963) ในทางการแพทย์สามารถนำน้ำผึ้งไปใช้ในการรักษาโรคต่างๆ เช่น ลดการอักเสบของแผล รักษาแผลไฟไหม้ แผลเป็น (Christy et al., 2011) นอกจากนี้น้ำผึ้งยังมีสารต้านอนุมูลอิสระเนื่องจากในน้ำผึ้งมีสารกลุ่มฟลาโวนอยด์ แคโรทีนอยด์ กรดฟีโนลิก กรดแอสคอร์บิก เอนไซม์คะตะเลส เอนไซม์เปอออกซิเดสและผลผลิตจาก Maillard reactions (Gheldof and Engeseth, 2002) Al-Mamarya et al. (2002) ได้เปรียบเทียบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระและปริมาณของสารประกอบฟินอลิกของตัวอย่างน้ำผึ้งที่เก็บได้ในประเทศ Yemeni 5 ตัวอย่าง ได้แก่ Acacia ehrenbergina (Salam-Tehamah), Acacia edgeworhi (Somar-Hadramout), ZiziphusSpina-christi L. (Sidr-Hadramout), ZiziphusSpina-christi L. (Sidr-Taiz) และ Tropical blossom (Marbai-Hadramout) กับน้ำผึ้งนำเข้าจำนวน 4 ตัวอย่าง ได้แก่ น้ำผึ้งจาก American (Tropical blossom -New Orleans and Orange source -Florida) น้ำผึ้งจาก Swiss (blossom) และน้ำผึ้งจาก Iranian (Tropical blossom) ด้วยวิธีของ Folin-Ciocalteu จากการหาปริมาณสารประกอบฟินอลิก พบว่าน้ำผึ้งตัวอย่างมีปริมาณรวมของสารประกอบฟินอลิกในช่วง 56.32 –246.21 mg CE/100 g (mg catechin equivalent/100 g honey) นอกจากนี้ยังพบว่าประมาณสี่ถึงห้าตัวอย่าง ของ Yemeni honey (75.13 – 246.21 mg CE/100 g) มีองค์ประกอบของสารประกอบฟินอลิกสูงกว่าน้ำผึ้งนำเข้า (56.32 – 68.59 mg CE/100 g) จากการทดสอบฤทธิ์ในการต้านอนุมูลอิสระ พบว่าเมื่อเพิ่มความเข้มข้นของสารละลายตัวอย่างน้ำผึ้งจาก 50 µL , 100 µL และ 200 µL ทำให้ความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระรวมเพิ่มขึ้น โดยมีค่าตั้งแต่ 6.48% ถึง 65.44% และน้ำผึ้ง Acacia ehrenbergina (Salam-Tehamah) มีฤทธิ์การต้านอนุมูลอิสระและมีปริมาณสารประกอบฟินอลิกสูงสุด มนตรา ศรีษะแย้ม (2553) ทดสอบความสามารถในการต้านอนุมูลอิสระด้วยวิธี DPPH radical scavenging activity โดยนำน้ำผึ้งไทย 29 ตัวอย่าง ที่ซื้อจาก จ. เชียงใหม่ แบ่งตามพืชอาหารของผึ้งได้ 9 ชนิด คือ ลำไย (Dimocarpus longan), สาบเสือ (Eupotorium odortum), ลิ้นจี่ (Litchi chinensis), ทานตะวัน (Helianthus annuus), นุ่น (Ceiba pentandr), ยางพารา (Hevea brasiliensis), งา (Sesamum indicum), เงาะ (Nephelium lappaceum) และดอกไม้ป่า (multifloral) พบว่าน้ำผึ้งเงาะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระมากที่สุดและมีค่า IC50 ในช่วง 4.70 – 6.86 mg/mL ส่วนน้ำผึ้งลิ้นจี่และน้ำผึ้งยางพารามีฤทธิ์ค่อนข้างต่ำ โดยน้ำผึ้งลิ้นจี่ให้ค่าโดยเฉลี่ยต่ำสุดในช่วง 15.21 – 26.67 mg/mL นอกจากนี้ยังได้ทดสอบหาปริมาณของสารประกอบฟินอลิก โดยวิธี Folin-Ciocalteu พบว่า ตัวอย่างน้ำผึ้งเงาะและน้ำผึ้งนุ่น ให้ปริมาณสารประกอบฟินอลิกที่สูงมากอยู่ในช่วง 913.85 – 1,406.93 และ 788.74 – 1,171 mg GA/kg (mg gallic acid equivalent/1 kg honey) ตามลำดับ
ชันโรงไม่ได้มีบทบาทเฉพาะการเป็นแมลงผสมเกสรเท่านั้น ผลิตภัณฑ์จากชันโรงถือได้ว่ามีคุณค่าสูงเป็นที่ยอมรับกว้างขวางในต่างประเทศ ในบราซิลผลิตภัณพ์จากชันโรงมีการพัฒนาอย่างกว้างขวาง สถาบันการศึกษา ผู้ประกอบการและประชาชน ได้รวมตัวจัดตั้ง “Serie Meliponiculture” ให้บริการความรู้ด้านการเลี้ยงชันโรงแก่ผู้ที่สนใจเลี้ยงในเชิงเศรษฐกิจ ในออสเตรเรียมีการศึกษาวิจัยการเลี้ยงชันโรงอย่างแพร่หลายเช่นกัน ทั้งนี้น้ำผึ้งและพรอพอลิสจากชันโรงได้รับความสนใจอย่างดีจากผู้บริโภค (Heard and Dollin, 2000) ในประเทศญี่ปุ่นผลิตภัณฑ์จากชันโรงได้รับความนิยมสูง ในขณะที่ปริมาณการผลิตน้อยไม่เพียงพอต่อการบริโภค สารออกฤทธิ์ทางชีวภาพในน้ำผึ้งมีการศึกษาแพร่หลายในผึ้งพันธุ์ (Apis mellifera) งานวิจัยน้ำผึ้งจากชันโรงยังมีจำกัด แม้ว่าในปัจจุบันมีความสนใจในการศึกษาน้ำผึ้งจากชันโรงมากขึ้น การศึกษาประสิทธิภาพในการยับยั้งแบคทีเรียทั้งในแบคทีเรียแกรมบวกและแกรมลบ พบประสิทธิภาพตั้งแต่น้อยมากจนถึงสูงมาก (DeMera and Angert, 2004; Garedew et al., 2004; Miorin et al., 2003; Temaru et al., 2007) การศึกษาน้ำผึ้งจาก 21 แหล่งของชันโรงชนิด T. carbonaria ในออสเตรเรียและหนึ่งแหล่งจากชันโรงไม่ทราบชนิด (Trigona sp.) พบความหลากหลายของประสิทธิภาพการยับยั้ง Staphylococcus aureus โดยมีประสิทธิภาพตั้งแต่ความเข้มข้น 17.5-32.1% (w/v) (Irish et al., 2008) เนื่องจากความหายากและคุณสมบัติทางยาดังกล่าว ส่งผลให้น้ำผึ้งจากชันโรงมีราคาในท้องตลาดสูงกว่าน้ำผึ้งจากผึ้งพันธุ์ถึง 3-10 เท่า (Souza et al., 2006) นอกจากนี้ชันโรงยังมีการเก็บยางไม้มาสะสมไว้ใช้ประโยชน์ภายในรัง ที่เรียกว่า พรอพอลิส หรือ ชันผึ้ง จากผลวิจัยพรอพอลิสจากประเทศทางอเมริกาใต้พบว่าอุดมไปด้วยสารออกฤทธิ์ทางชีวภาพที่เป็นประโยชน์มากมาย เช่น คุณสมบัติต่อต้านเชื้อแบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรคทางเดินอาหารและทางเดินหายใจ (Bankova and Popova, 2007) การศึกษาองค์ประกอบเคมีโดยทั่วไปเป็นการศึกษาพรอพอลิสจากผึ้งพันธุ์ ซึ่งพบว่าประกอบไปด้วย ยางไม้ 50% (resin and balsam) ไขผึ้ง 30% น้ำมันหอมระเหย 5% (essential and aromatic oils) เกสร 5% และอื่นๆ รวมถึงซากต่างๆ (debris) อีก 5% (Cirasino et al., 1987; Monti et al., 1983; Burdock; 1998) โดยกลุ่มสารออกฤทธิ์หลักประกอบด้วย Phenolic acids Flavonoids และ อนุพันธ์ (Patricio et al., 2002; Popova et al., 2003; Pereira et al., 2003; Teixeira et al., 2005; Pisco et al., 2006) งานวิจัยที่วิเคราะห์องค์ประกอบเคมีของพรอพอลิสจากชันโรง 12 ชนิดโดยเทคนิค GC-MS สามารถแบ่งองค์ประกอบเป็นกลุ่มต่างๆได้ดังนี้ คือ “Gallic acids” “Diterpene” และ “Triterpene” (Pereira et al., 2003) Pereira และคณะ (2003) ได้วิจัยเปรียบเทียบองค์ประกอบเคมีของพรอพอลิสจากผึ้งพันธุ์ (Apis. mellifera) และชันโรง (Tetragonisca angustula) พบว่าองค์ประกอบหลักของพรอพอลิสนั้นเหมือนกัน รวมถึงมีคุณสมบัติยับยั้งจุลินทรีย์ได้เช่นเดียวกัน ต่างกันเล็กน้อยเฉพาะกรดอะมิโนบางชนิดและน้ำตาลอีริโทรส (erytrose)ทั้งนี้องค์ประกอบเคมีของพรอพอลิสจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับความหลากหลายและความจำเพาะเจาะจงของพืชที่ผึ้งไปเก็บยางไม้มา (Teixeira et al., 2005) สภาพภูมิศาสตร์และภูมิอากาศในแต่ละพื้นที่ (Bankova, 2005; Duagsch et al., 2007) นับได้ว่าผลผลิตทุกชนิดจากชันโรง มีคุณลักษณะเป็นผลผลิตอินทรีย์สมุนไพร ที่มีสรรพคุณทางยายืนยันแล้วโดยงานวิจัยหลายสิบชิ้น (Pereira et al., 2003; Souza et al., 2006; Bankova and Popova, 2007) ถึงแม้ว่าประโยชน์จากผลิตภันฑ์ชันโรงมีมากมายทั้งในแง่การใช้ประโยชน์และมูลค่าเศรษฐกิจ แต่งานวิจัยเกี่ยวกับผลิตภัณฑ์ชันโรงของไทย ยังมีน้อย ที่ได้รับการยอมรับบ้างบางส่วนคือน้ำผึ้ง ส่วนพรอพอลิสยังไม่มีงานวิจัยรองรับ จึงไม่เพียงพอที่จะก่อให้เกิดการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์
5.4 ผึ้งและชันโรงเป็นแมลงผสมเกสรที่สำคัญ
บทบาทหลักที่เห็นได้ชัดเจนของผึ้งสังคมคือการเป็นผึ้งผสมเกสร โดยในป่าแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ กว่าหนึ่งในสามของทั้งหมดในการผสมเกสร จะขึ้นอยู่กับผึ้งสังคม (Momose et al. 1998, Oldroyd and Wongsiri, 2006) พืชในป่าเขตร้อนมีการออกดอกหลายครั้งในรอบหนึ่งปี แมลงผสมเกสรที่ไม่เจาะจงชนิดอย่างผึ้งจึงมีบทบาทสำคัญ สำหรับพืชที่ออกดอกปริมาณมากแต่ออกครั้งเดียวต่อปี ผึ้งสังคมที่มีประชากรมาก ขอบเขตการหาอาหารไกล จึงมีบทบาทอย่างมากต่อการติดผลของพืชเหล่านี้ เนื่องจากสามารถผสมเกสรได้มากและทั่วถึงในช่วงเวลาสั้นๆ ที่พืชชนิดนั้นๆ ออกดอก (Itioka et al., 2001) และมีระยะเวลาการออกดอกสั้นซึ่งมีสัดส่วนอยู่มากในป่าเขตร้อน นอกจากนี้ผึ้งสังคมยังเหมาะกับการเป็นแมลงผสมเกสรในพื้นที่ๆ มีการซอยเป็นพื้นที่เล็กๆ ซึ่งเกิดจากการรุกล้ำของมนุษย์เป็นสำคัญ เนื่องจากคุณสมบัติที่เหมาะสมเหล่านี้คือ หาอาหารได้ไกล สามารถนำเกสรจากอีกพื้นที่ ไปยังพื้นที่ย่อยอื่นได้ ทำให้ไม่เกิดปัญหาการผสมกันภายในสายพันธุ์ของพืช ซึ่งจะนำไปสู่การเกิดความอ่อนแอภายในสายพันธุ์และสูญพันธุ์ในที่สุด (Cuscante et al., 2002; Oldroyd and Wongsiri, 2006) ทั้งนี้ยังไม่มีรายงานของผลผลิตที่ได้จากการที่ผึ้งช่วยผสมเกสร แต่การใช้ผึ้งผสมเกสรเพื่อเพิ่มผลผลิตมีการใช้อย่างแพร่หลาย มีการประเมินรายได้ที่เกิดจากการใช้ผึ้งช่วยผสมเกสร เช่น 12.88 พันล้าน ในประเทศแคนาดา (Scott-Dupee et al., 1995) ในประเทศออสเตเรียมีมูลค่าสูงถึง 26.96 พันล้าน (Gordon and Devis, 2003, Oldroyd and Wongsiri, 2006) ในเอเชียมีประเทศญี่ปุ่นที่มีการตื่นตัว สนใจใช้ผึ้งในการเพิ่มผลผลิตทางการเกษตรอย่างแพร่หลาย ในประเทศไทยผลผลิตของพืชผลทางการเกษตรมีอย่างชัดเจนขึ้นในปัจจุบัน ทุเรียนออกดอกตอนกลางคืนการผสมเกสรจึงขึ้นอยู่อย่างมากกับผึ้งหลวงซึ่งออกหากินเวลากลางคืนด้วย การติดผลของมะม่วงขึ้นกับผึ้งมิ้มและชันโรงเป็นสำคัญ เนื่องจากลักษณะของดอกที่เล็กและแคบจึงไม่เหมาะที่จะถูกผสมเกสรโดยผึ้งที่มีขนาดใหญ่ ชันโรงได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในประเทศไทย ได้มีการริเริ่มเลี้ยงชันโรงเพื่อช่วยผสมเกสร พบว่าผลผลิตเพิ่มมากขึ้นกว่า 100% ในเวลาเพียง 3 ปี (สมนึก บุญเกิด, 2551) ทำให้การเลี้ยงชันโรงเพื่อผสมเกสรเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา โดยเฉพาะเกษตรผู้ปลูกพืชสวน จังหวัดจันทบุรี (สมนึก บุญเกิด, 2551) ดังนั้นบทบาทชันโรงในประเทศไทยจึงเป็นที่รู้จักว่าเป็นแมลงผสมเกสรที่มีประสิทธิภาพสูง ชันโรงที่นิยมเลี้ยงในประเทศไทยจะมุ่งวัตถุประสงค์ไปที่การผสมเกสรเป็นส่วนใหญ่ และเริ่มได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ ในการเลี้ยงเพื่อผลิตน้ำผึ้ง โดย มีรายงานเกษตรกรผู้เลี้ยงชันโรงประมาณ 700 รายในปี 2557 เป็น 1,500 รายในปี 2561 (DOAE. Thai Department of Agricultural Extension, 2014, 2018) โดยฟาร์มส่วนใหญ่เป็นขนาดเล็ก 20 - 50 รังต่อฟาร์ม และกระจุกตัวอยุ่ทางภาคตะวันออกของประเทศไทยคือจังหวัดจันทบุรีและจังหวัดตราด ประมาณ 5,000 รัง (Chuttong et al, 2014) ดังที่กล่าวไว้เบื้องต้น ราคาน้ำผึ้งชันโรงในประเทศไทยอยู่ 1,200 -1,500 บาท ($37-$47 USD) ต่อกิโลกรัม ซึ่งมีราคาที่สูงกว่าน้ำผึ้งหลวง มิ้ม โพรงถึง 3 เท่าและสูงกว่าน้ำผึ้งผึ้งพันธุ์ 10 เท่า มีการคาดการว่า ชันโรงทำรายได้ต่อปีกว่า 5.67 ล้านบาทต่อปี ในปี 2557 และประมาณการสูงขึ้น 3-5 เท่าในปัจจุบัน (ปี 2563) (Chuttong et al, 2014)
คำสำคัญ
- Anti-inflammatory Activity
- Antioxidant properties
- Buffer area
- Meliponiculture
- Unique Uniflora Honey
กลุ่มสาขาการวิจัยเชิงกลยุทธ์
ผลงานตีพิมพ์
ไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง






