โครงการศึกษาการใช้รถยนต์ไฟฟ้า และรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงเพื่อให้เกิดมาตรฐานการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค
รายงานการวิจัย
ผู้เขียน/บรรณาธิการ
กลุ่มสาขาการวิจัยเชิงกลยุทธ์
รายละเอียดสำหรับงานพิมพ์
รายชื่อผู้แต่ง: มานนท์ สุขละมัย, คมกฤตย์ ชมสุวรรณ, สุจินต์ จิระชีวะนันท์, ณัฐพล วงษ์เยาว์, ยศักดิ์สิทธิ์ ปนคำ, กันยากร เทพา
ผู้เผยแพร่: สภาองค์กรของผู้บริโภค (สภาผู้บริโภค)
สถานที่: กรุงเทพมหานคร
ปีที่เผยแพร่ (ค.ศ.): 2025
จำนวนหน้า: 375
บทคัดย่อ
ตามนโยบาย 30@30 ของภาครัฐ ที่มุ่งผลักดันให้ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตยานยนต์ไฟฟ้าที่สำคัญของโลก ส่งผลให้ตลาดยานยนต์ไฟฟ้าในประเทศเติบโตอย่างก้าวกระโดด อย่างไรก็ตาม การเติบโตอย่างรวดเร็วนี้ได้นำมาซึ่งความท้าทายเชิงโครงสร้างด้านการคุ้มครองสิทธิผู้บริโภค ทั้งในกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าใหม่ (New EV)
และกลุ่มรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง (EV Conversion) ซึ่งหากไม่ได้รับการพิจารณาดำเนินการอย่างใดอย่างหนึ่งให้เหมาะสมกับห้วงเวลา อาจบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของอุตสาหกรรมในระยะยาวได้
จากการรวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลจากกลุ่มผู้ใช้งานจริง ทั้งจากการสำรวจกับกลุ่มตัวอย่างผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้า และจากการเสวนากลุ่มย่อยแบบเจาะจง พบว่าปัญหาและอุปสรรคที่ผู้บริโภคเผชิญ สามารถสรุปเป็น 3 ประเด็นท้าทายหลักที่เชื่อมโยงกัน ได้แก่
- ความปลอดภัยและการขาดมาตรฐานกลาง: ผู้บริโภคกังวลต่อความปลอดภัยของตัวรถ โดยเฉพาะระบบแบตเตอรี่และการป้องกันอัคคีภัย การขาดมาตรฐานกลางในการรับประกันคุณภาพสำหรับชิ้นส่วนหลักและแบตเตอรี่แรงดันสูง การติดตั้ง Home Charger ที่ยังไม่มีมาตรฐานสำหรับผู้ติดตั้งและการตรวจสอบวงจรและอุปกรณ์ไฟฟ้าเดิม หรือการตรวจสอบเมื่อผ่านการใช้งานไปแล้ว มาตรฐานการดัดแปลงรถและการซ่อมบำรุง และขั้นตอนการรับมือเหตุฉุกเฉินของเจ้าหน้าที่และอาคาร เป็นต้น
- ความไม่ชัดเจนด้านกฎหมายและบริการหลังการขาย: ผู้บริโภคเผชิญกับเงื่อนไขการรับประกันคุณภาพของตัวรถและส่วนประกอบที่ไม่มีเกณฑ์มาตรฐานและมีความคลุมเครือ กระบวนการเคลมและการซ่อมที่ล่าช้า การรออะไหล่เป็นเวลานาน ขาดทางเลือกในการซ่อมและการผูกขาด ความซับซ้อนในการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง รวมถึงการขาดผลิตภัณฑ์ประกันภัยที่เหมาะสม
- ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจและความเชื่อมั่น: การลดราคาอย่างรวดเร็วของรถรุ่นใหม่ส่งผลกระทบต่อภาระหนี้ของผู้บริโภค และส่งผลต่อมูลค่ารถมือสองทั้งตลาด ราคาการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้าที่ยังสูง และความกังวลต่อความต่อเนื่องทางธุรกิจของผู้ผลิตและผู้นำเข้า ที่อาจยุติการทำตลาดและส่งผลกระทบต่อการใช้งานและการบริการในระยะยาว
เพื่อให้เกิดการแก้ไขปัญหาอย่างบูรณาการและยั่งยืน โครงการศึกษานี้จึงขอเสนอมาตรการเชิงนโยบายที่ครอบคลุมการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค
- ข้อเสนอต่อสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) ดังนี้
- เพื่อพิจารณากำหนดหลักเกณฑ์ให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายต้องโฆษณาข้อมูลด้านคุณภาพและสมรรถนะตามมาตรฐานที่เชื่อถือได้ พร้อมทั้งระบุข้อมูลความปลอดภัยและข้อจำกัดในการใช้งานและเงื่อนไขการรับประกันในระบบและชิ้นส่วนต่าง ๆ ของรถยนต์อย่างชัดเจน
- กำหนดเกณฑ์มาตรฐานในการพิจารณาเปลี่ยนอะไหล่ทดแทนเนื่องจากอะไหล่เดิมของรถเกิดความบกพร่องขณะรถยังอยู่ในระยะประกัน และการเรียกคืนรถ (Recall) ให้กลับมาทำการเปลี่ยนอะไหล่หรือแก้ไขความบกพร่องของรถที่มีผลกระทบต่อความปลอดภัยอย่างร้ายแรง
- วางมาตรการให้เกิดสิทธิในการซ่อม (Right to repair) ที่เป็นรูปธรรม เพื่อให้เจ้าของรถยังสามารถซ่อมบำรุงให้รถยังอยู่ในสภาพพร้อมใช้งานได้อย่างปลอดภัยแม้จะหมดระยะประกันคุณภาพไปแล้ว โดยไม่ถูกกีดกันการเข้าถึงอะไหล่และการตั้งกำแพงราคา รวมถึงการกีดกันการประกอบอาชีพได้อย่างอิสระ
- การกำหนดระยะเวลาการซ่อมที่ชัดเจนและเป็นธรรม พร้อมทั้งการชดเชยหรือเยียวยากรณีไม่สามารถรักษาเวลาได้
- ผลักดันให้เกิดกฎหมาย Lemon law สำหรับรถยนต์ไฟฟ้า
- ข้อเสนอต่อกระทรวงพลังงาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) และกรมธุรกิจพลังงาน (กธพ.) ดังนี้
- กำหนดให้มีมาตรฐานผู้ปฏิบัติงานและการขึ้นทะเบียนผู้ติดตั้งเครื่องชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าสำหรับที่พักอาศัย (Home Charger) เพื่อให้มั่นใจว่าการติดตั้งนั้นมีความถูกต้อง ปลอดภัย และสามารถตรวจติดตามความรับผิดชอบในภายหลังได้ และป้องกันการใช้แรงงานไร้ฝีมือผิดกฎหมาย
- กำหนดให้มีการตรวจสอบและรับรองความเที่ยงตรงของมิเตอร์วัดพลังงานในการชาร์จ (kW, kWh) อย่างสม่ำเสมอ
- ผลักดัน เร่งรัด ให้เกิดแอปพลิเคชันกลางในการใช้บริการและชำระเงิน เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้ใช้ที่หลากหลาย
- พิจารณาขยายจำนวนสถานีชาร์จให้ครอบคลุมการใช้งานทั่วประเทศ และประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบอย่างต่อเนื่อง
- ข้อเสนอต่อกรมโยธาธิการและผังเมือง และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดังนี้
- กำหนดระยะจอดปลอดภัยสำหรับสถานีชาร์จสาธารณะและบริเวณโดยรอบ เพื่อป้องกันการลามไฟและการตอบโต้สถานการณ์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- ปรับปรุงกฎหมายควบคุมอาคาร โดยเฉพาะอาคารชุด/คอนโดมิเนียม ให้มีข้อบังคับในการจัดเตรียมพื้นที่และโครงสร้างพื้นฐานสำหรับรองรับการจอดและชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าในอัตราส่วนที่เหมาะสม
- กำหนดให้จุดจอดรถยนต์ไฟฟ้าในอาคารต่าง ๆ ควรอยู่ในพื้นที่ที่หน่วยฉุกเฉินสามารถเข้าถึงและระงับเหตุได้ง่าย สะดวกต่อการจัดการสถานการณ์และการอพยพคนในอาคาร
- กำหนดให้มีการติดตั้งหัวกระจายน้ำดับเพลิงอัตโนมัติ (sprinkler) และระบบตรวจจับควันประสิทธิภาพสูงในบริเวณพื้นที่จอดยานยนต์ไฟฟ้าภายในอาคารขนาดใหญ่
- จัดให้มีการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่อาคารและหน่วยดับเพลิงในพื้นที่ ให้มีทักษะความรู้ในการรับมือเหตุเพลิงไหม้รถยนต์ไฟฟ้าโดยเฉพาะ รวมถึงมีแผนการซักซ้อมประจำปี
- ข้อเสนอต่อกระทรวงสาธารณสุข และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ดังนี้
- กำหนดมาตรการหรือวิธีการกำจัดของเสียจากเหตุการณ์ไฟไหม้ยานยนต์ไฟฟ้า เช่น สารอิเล็กโทรไลต์ที่รั่วไหลจากแบตเตอรี่ไฟฟ้าแรงดันสูง และสารเคมีที่ใช้ในการดับเพลิง เป็นต้น
- ทบทวน/พิจารณายกเลิกการจัดให้ “สถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า” เป็นกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข เพื่อลดอุปสรรคในการขยายสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า และเนื่องจากแบตเตอรี่แรงดันสูงของรถยนต์ไฟฟ้ามีความแตกต่างกับนิยามของแบตเตอรี่ตามประกาศกระทรวงสาธารณสุข
- กรมการขนส่งทางบก (ขบ.) ดังนี้
- กำหนดให้รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) ใช้ป้ายทะเบียนที่มีลักษณะพิเศษหรือสีแตกต่างจากรถยนต์ทั่วไป เพื่อให้เจ้าหน้าที่กู้ภัยและบุคคลทั่วไปสามารถระบุประเภทรถได้ทันทีเพื่อความปลอดภัย
- กำหนดมาตรฐานชิ้นส่วนหลักที่นำมาใช้ในการดัดแปลง (Core Component Standard) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง
- กำหนดมาตรฐานการติดตั้งและการทดสอบ (Installation & Testing Standard) สำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง เพื่อเป็นมาตรฐานในการทดสอบสมรรถนะและความปลอดภัย และเป็นส่วนหนึ่งของการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง
- ปรับปรุงกระบวนการจดทะเบียนให้มีความชัดเจนและเข้าถึงง่าย จัดทำคู่มือและขั้นตอนการจดทะเบียนรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่ชัดเจนและเผยแพร่เพื่อสร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ลดความซ้ำซ้อน ลดความผิดพลาดและสร้างความโปร่งใสในกระบวนการทั้งหมด
- ยกระดับสถานตรวจสภาพรถเอกชน (ตรอ.) และพัฒนาเกณฑ์การตรวจสภาพเพิ่มเติมสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งประเทศ
- สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดังนี้
- ใช้มาตรการทางภาษีเพื่อจูงใจให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง เพื่อจูงใจและเร่งให้เกิดการลงทุนในเทคโนโลยีรีไซเคิลแบตเตอรี่ยานยนต์ไฟฟ้า ซึ่งเป็นอุตสาหกรรมใหม่ที่มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) และความยั่งยืนของระบบนิเวศยานยนต์ไฟฟ้าทั้งหมด
- กำหนดให้การถ่ายทอดเทคโนโลยี (Technology Transfer) เป็นเงื่อนไขสำคัญในการให้สิทธิประโยชน์ส่งเสริมการลงทุน (BOI) แก่ผู้ผลิตต่างชาติ พร้อมให้มีกระบวนการดำเนินการและการติดตามผลอย่างจริงจัง
- สนับสนุนผู้ผลิตชิ้นส่วนยานยนต์ในประเทศ (Local Content) สำหรับยานยนต์ไฟฟ้า และมาตรการส่งเสริมและให้สิทธิประโยชน์แก่ผู้ผลิตชิ้นส่วนขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศ (SMEs) เพื่อปรับตัวและพัฒนาเทคโนโลยีการผลิตชุดดัดแปลง (Conversion Kit) และชิ้นส่วนที่เกี่ยวข้องสำหรับยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลง
- สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ดังนี้
- ทบทวนและหามาตรการ เพื่อป้องกันการปฏิเสธการรับประกันภัยรถยนต์ไฟฟ้า ที่อาจจะลุกลามมากยิ่งขึ้น
- สร้างมาตรฐานการให้บริการ กำหนดกรอบเวลามาตรฐาน (Service Level Agreement, SLA) ในการซ่อมตามระดับความเสียหาย หากล่าช้าต้องมีมาตรการชดเชย
- กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน สำนักงบประมาณ และหน่วยงานราชการต่าง ๆ ดังนี้
- กำหนดมาตรฐานอู่ดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า (Certified Garage Standard) ส่งเสริมให้เกิดการปฏิบัติตาม มอก. S (มอก. เอส 221-2565) สำหรับอู่ หรือสถานประกอบการด้านการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า
- กำหนดมาตรฐานการรับประกันจากอู่ดัดแปลง ให้อู่ที่ได้รับการรับรองต้องออกใบรับประกันคุณภาพงานติดตั้งและชิ้นส่วนหลักอย่างเป็นลายลักษณ์อักษร ซึ่งสามารถใช้เป็นเอกสารประกอบการจดทะเบียนและการทำประกันภัยได้
- พิจารณาให้เงินอุดหนุนค่าใช้จ่ายในการดัดแปลง และกำหนดสิทธิประโยชน์ทางภาษี
- ส่งเสริมการดัดแปลงรถยนต์ภาครัฐและรถสาธารณะ เป็นผู้นำในการนำร่องดัดแปลงรถยนต์ในหน่วยงานราชการและสนับสนุนการดัดแปลงรถบริการสาธารณะเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและลดมลพิษในเมือง
- พัฒนาหลักสูตรและบุคลากรด้านยานยนต์ไฟฟ้าและยานยนต์ไฟฟ้าดัดแปลงที่ตอบโจทย์การยกระดับอุตสาหกรรมของประเทศ
- กำหนดเป้าหมายเชิงยุทธศาสตร์ของประเทศ วางตำแหน่งให้ประเทศไทยเป็น “ศูนย์กลางการดัดแปลงรถยนต์ไฟฟ้า (EV Conversion Hub)” ในระดับภูมิภาค เพื่อสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและส่งเสริมการส่งออก
การผลักดันมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้อย่างจริงจัง จะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นของผู้บริโภค สร้างความเป็นธรรมในตลาด ส่งเสริมความปลอดภัยบนท้องถนน ลดปัญหามลพิษและหนี้ครัวเรือน พร้อมทั้งเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมยานยนต์ไทยให้สามารถบรรลุเป้าหมายการเป็นศูนย์กลางยานยนต์ไฟฟ้าแห่งภูมิภาคได้อย่างยั่งยืน จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องจะต้องบูรณาการการทำงานและขับเคลื่อนนโยบายและมาตรการเหล่านี้ให้เกิดผลเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุด
คำสำคัญ
ไม่พบข้อมูลที่เกี่ยวข้อง






